|
กุลเชษฐ์ ขาวไชยมหา เป็นศิลปิน เป็นอาจารย์พิเศษหลายมหาวิทยาลัย
และนักสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมร่วมสมัยผู้โดดเด่น ช่วง 5 ปี (พ.ศ. 2564–
2569) โครงการสร้างสรรค์ร่วมกับศิลปินออทิสติก Artstory ผลงานของเขา
สะท้อนการเชื่อมโยงธรรมชาติ มนุษย์ และสังคม ผ่านนิทรรศการสำคัญ เช่น
การนำเสนอโลกใต้น้ำในนิทรรศการที่ River City Bangkok
นิทรรศการ "Back to Nature" จัดแสดงที่ River City Bangkok ร่วม
รังสรรค์งานศิลปะกับศิลปินกลุ่มพิเศษจาก Artstory สะท้อนมุมมองศิลปะบำบัด
และการยอมรับในความเท่าเทียมในนิทรรศการ

และล่าสุดกับนิทรรศการกลุ่ม "How are you?" Instagram (พ.ศ. 2569)
ซึ่งแสดงสุนทรียะอันเป็นเอกลักษณ์ไฮไลท์ผลงานช่วง 5 "How are you?" (พ.ศ.
2569): นิทรรศการศิลปะกลุ่มผ่านการทักทายเรียบง่ายตามบันทึกใน Instagram
JY.
คุณเติบโตและเรียนรู้ด้านศิลปะมาอย่างไร
GK.
เริ่มมาจากความชอบตั้งแต่สมัยเด็ก พูดได้ว่า ”คุณพ่อ”คือครูศิลปะคนแรกที่
สอนและสนับสนุนผมมาตลอด ทั้งการวาดภาพระบายสี การปั้นดินน้ำมัน การ
ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เนื่องจากครอบครัวไม่ได้มีฐานะทางการเงินมากนัก ของเล่นใน
วัยเด็กหลายอย่างต้องประดิษฐ์เอง อยากได้อะไรก็วาดรูปเอา จึงทำให้มีทักษะ
จนถึงสมัยประถมและมัธยมก็จะเป็นตัวแทนกิจกรรมและการประกวดศิลปะมา
ตลอด และเข้าศึกษาทางด้านศิลปะอย่างจริงจังในมหาวิทยาลัยในระดับปริญญา
ตรีและปริญญาโท
JY.
อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัดสินใจเลือกเส้นทางศิลปิน
GK.
จริงๆหลังจากเรียนจบปริญญาตรีก็มีโอกาสได้ทำงานในหลายรูปแบบ ทั้งการ
ทำงานเป็นช่างศิลป์โรงแรม งานโฆษณา ค้าขาย และแม้แต่การทำกางเกงมวย
ไทย จนวันนึงที่เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นยังไม่ตอบโจทย์เพราะสิ่งที่เราทำได้ดี
มาตลอดคือการ”วาดรูป”จึงตัดสินใจสมัครเรียนต่อในระดับปริญญาโท ซึ่ง
การศึกษาในระดับนี้จะมีความเข้มข้น ทั้งในเรื่องของความคิด เนื้อหา ทักษะฝีมือ
และยังได้เจอเพื่อนพี่น้องครูอาจารย์ที่เป็นระดับยอดฝีมืออีกหลายๆท่าน ทำให้เรา
ต้องพัฒนาทักษะในด้านต่างๆของตัวเองตลอด หลังจากจบการศึกษาทางเลือกใน
อาชีพมีแค่ 2 ทาง คือการเป็นอาจารย์และการเป็นศิลปินอาชีพ สุดท้ายก็เลือก
เส้นทางศิลปินอาชีพเพราะความท้าทายบวกกับความรู้สึกที่ยังอยากจะพัฒนา
ผลงานของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับให้ได้
JY.
จากวันแรกที่เริ่มทำงานจนถึงวันนี้ คุณพัฒนาภาษาและเอกลักษณ์ในงาน
ศิลปะของตัวเองอย่างไรและมีแนวคิดหรือปรัชญาอะไรที่คุณยึดถือในการสร้าง
ผลงานแต่ละชิ้น
GK.
สิ่งที่ต้องมีในผลงานของผมทุกชิ้นคือ “ความจริง ความดี และความงาม” ทั้ง
3 สิ่งคือสิ่งที่ผมพยายามให้มีในทุกผลงานของผม ทุกเรื่องราวที่คิดเพื่อสร้าง
รูปแบบ องค์ประกอบ สีสันและสัญลักษณ์ จนถึงเทคนิควิธีการเพื่อให้ภาพผลงาน
ของผมสื่อสารกับผู้ชมให้ได้มากที่สุด และเพื่อให้ผู้ชมได้เห็นจริงกับสิ่งที่ผม
ต้องการนำเสนอ
JY.
การมีพื้นที่แสดงงานและสร้างธุรกิจศิลปะของตัวเองรวมถึงการทำงานร่วมกับ
Rivercity Bangkok มีความหมายต่อเส้นทางอาชีพของคุณอย่างไร?
GK.
การมีสตูดิโอกึ่งแกลลอรี่ที่ Rivercity Bangkok ถือเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ดี
มากเพราะนอกจากการทำงานศิลปะแบบเต็มเวลาแล้ว เรายังจะต้องคิดถึง
การตลาดอีกด้วย เพราะผลงานศิลปะที่เราสร้างล้วนต้องใช้ทั้งเงินและเวลา
สุดท้ายผลงานจึงต้องจบด้วยการขายเพื่อนำมาต่อยอดในการทำงานและใช้ชีวิต
ต่อไป ซึ่งการมีสตูดิโอที่ Rivercity ทำให้ผลงานได้มีโอกาสออกสู่สายตาของ
ผู้คนมากมายโดยเฉพาะชาวต่างชาติ ซึ่งในจุดนี้ทำให้เกิดมุมมองใหม่ในการ
สร้างสรรค์ผลงานเช่นกัน เช่น เราจะสร้างผลงานอย่างไรให้น่าสนใจมากขึ้นแต่
ยังคงความเป็นตัวตนของเราอย่างชัดเจนในผลงาน หรือเราจะโปรโมทตัวเราและ
สตูดิโอของเราอย่างไรให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น
JY.
นอกจากการสร้างผลงานศิลปะแล้วคุณตั้งเป้าหมายอะไรให้กับชีวิตในระยะ
ยาว GK.
จริงๆคำถามนี้ค่อนข้างจะตอบยาก ด้วยสถานการณ์ของโลกสถานการณ์ของ
ประเทศในปัจจุบัน ความไม่นิ่งไม่แน่นอนของเศรษฐกิจล้วนมีผลในการใช้ชีวิตและ
การทำงานศิลปะ ผมจึงวางแผนแบบปีต่อปี ยังไม่วางแผนอะไรไปไกลมาก แต่
เป้าหมายในระยะยาวของผมนั้นเรียบง่าย คือผมยังได้ทำงานศิลปะและงานศิลปะ
เลี้ยงดูผมได้
JY.
อยากใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสร้างคุณค่าหรือสร้างการเปลี่ยนแปลง
ให้กับสังคมในด้านใดมากที่สุด
GK.
น่าจะเป็นทางด้านจิตใจ จริงอยู่ที่ผลงานศิลปะแต่ละชิ้นถูกสร้างออกมาจาก
ความคิด อารมณ์ความรู้สึกของศิลปินแต่ละคน แต่จะดียิ่งกว่าถ้าผลงานศิลปะนั้นๆ
สามารถสื่อสาร ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกหรือเรื่องราวได้มากกว่าความสวยงาม
ให้ผู้ชมได้รับรู้เนื้อหาหรือแก่นแท้ของความคิดของศิลปินผู้สร้างทั้งความ
ประทับใจ ความสะเทือนใจหรือเป็นการบันทึกเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาให้ผู้ชมเกิด
ความรู้สึก คล้อยตาม ตระหนักรู้ในเรื่องราวนั้นๆซึ่งอาจทำให้เกิดเป็นประโยชน์
บางอย่างขึ้นได้
|