|
สมรักษ์ มณีมัย เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ชีวิตในฐานะศิลปินอิสระ และเลือก
ภูเก็ต ประเทศไทย เป็นสถานที่อยู่อาศัยและทำงาน เขาเล่าให้ฟังว่า
“ทุกวันนี้ ผมก็ใช้ชีวิตไปกับงานศิลปะ ไม่ได้มุ่งหวังเรื่องชื่อเสียง”
มุมมองและผลงานศิลปะของเขายังคงสะท้อนความฝันในวัยเยาว์ เขาสร้างงาน
ศิลปะต่อเนื่องทุกวัน รู้สึกดีที่ยังมีผู้คนสะสมผลงานและติดตาม แม้ว่าเขาเองจะ
ไม่ได้คาดหวังอะไรจากชีวิตมากนัก
“เราอาจจะเป็นเพียงภาพหนึ่งในหลาย ๆ ภาพ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่ก็สามารถส่งต่อ
ความดีงามและความจริงใจให้ผู้อื่นได้”
ดิฉันสัมภาษณ์คุณสมรักษ์ในช่วงที่ไทยกำลังมีปัญหาความขัดแย้งชายแดนกับ
กัมพูชา และในภาคใต้ก็ยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน
มุมมองของเราต่อโลกในเวลานั้นคือการปรารถนาสันติภาพ แต่ทุกสิ่งก็ยังคง
ดำเนินไปโดยไม่มีคำตอบ
พักสักนิด แล้วมารู้จักศิลปินคนนี้กันเถอะ
สมรักษ์
มณีมัย
มีบ้านและแกลเลอรีอยู่หน้าหาดราไวย์
จังหวัดภูเก็ต
ชายหาดที่อยู่
ใต้สุดของจังหวัด
การพัฒนาต่าง
ๆ
ได้มาถึงหน้าบ้านของเขาแล้ว
แต่เขาก็อาศัย
อยู่ที่นี่กับครอบครัวและลูก
ๆ มากว่า
20 ปี
นอกจากนี้เขายังทำโครงการเปลี่ยน
ขยะทะเลให้กลายเป็นงานศิลปะ และทำงานหนักมาโดยตลอด
JY.
กรุณาเล่าประวัติของคุณโดยสังเขป ทั้งบ้านเกิด การศึกษา วัยเด็ก การ
เดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร แรงบันดาลใจในงานศิลปะ
และครอบครัว
SM.
ผมเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2517 ที่อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ พ่อของผมเป็น
ผู้ใหญ่บ้าน เดิมทำนาต่อมาทำสวนยาง มีพี่น้องรวมกัน 6 คน
ตอนนั้นหมู่บ้านยังไม่
มีไฟฟ้า ถนนก็ยังไม่พัฒนา ผมเรียนที่โรงเรียนวัดในท้องถิ่น
ก่อนจะต่อที่โรงเรียน
พนมเบญจา
หลังจบมัธยมต้น ผมเดินทางไปสอบเข้าวิทยาลัยศิลปะหัตถกรรมนครศรีธรรมราช
ห่างจากกระบี่ประมาณ 200 กิโลเมตร ตอนเด็ก ๆ
ผมมักจะมีความฝันชอบนอนดู
ท้องฟ้าหน้าร้านใกล้บ้านตอนร้านปิด พ่อของผมเคยแกะสลักหนังตะลุง และยัง
เล่นลิเกป่าอีกด้วย
ผมตามเพื่อนไปสอบศิลปะและโชคดีที่สอบติด แต่เรียนวิชาสามัญไม่ดีนัก จน
สุดท้ายต้องลาออกเพราะมัวแต่สนใจวงดนตรี ต่อมาได้รับแรงบันดาลใจเมื่อได้
เห็นนิทรรศการของคณะจิตรกรรมจากมหาวิทยาลัยศิลปากร จึงไปทำงานร้าน
ศิลปะที่หาดใหญ่ แล้วไปอยู่กับเพื่อนที่พัทลุง
ก่อนกลับมาสอบใหม่และเรียนต่อ
จนจบ
ผมตั้งเป้าที่จะเข้าคณะจิตรกรรมของมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งต้องเรียน5 ปี ผม
ชื่นชมศิลปินอย่าง โจน มีโร (Joan Miró, 1893–1983)
จิตรกรสมัยใหม่ชาวกาตา
ลัน, มาร์ก ชากาล (Marc Chagall) จิตรกรชาวเบลารุส-ฝรั่งเศส รวมถึงปาโบล
ปิกัสโซ (Pablo Picasso) กับผลงานคิวบิสม์และการใช้รูปทรงเรขาคณิต
ผมสอบติดทั้งวิทยาลัยเพาะช่างและคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
สุดท้าย
เลือกเรียนที่ศิลปากร ที่นั่นผมได้รับอิทธิพลจากงานศิลปะจัดวางของ
อาจารย์มนเฑียร บุญมา ซึ่งย้ายมาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เขาเป็นอาจารย์ที่
สร้างแรงบันดาลใจให้ผมทดลองกับวัสดุต่าง ๆ ผมจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม
อันดับสอง ก่อนสอนที่โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป 1 ปี
แล้วต่อปริญญาโทที่ศิลปากร
ต่อมาได้พบภรรยาชาวออสเตรเลียที่มาเที่ยวเมืองไทย เธอเรียนด้านภาพพิมพ์
ปี
2547 เราจึงย้ายไปกระบี่ แต่เธอชอบภูเก็ตมากกว่าเพราะมีโอกาสด้านศิลปะและ
การตลาด จึงเปิด Red Gallery ที่หาดราไวย์ ตั้งชื่อตามคุณแม่ของผม
ผู้ที่ทำงาน
หนักเพื่อเลี้ยงลูก ๆ
JY.
ในกระบวนการสร้างสรรค์ คุณมักทำงานโดยไม่ร่างภาพล่วงหน้า การด้นสด
แบบนี้ให้อิสระทางอารมณ์และศิลปะแก่คุณอย่างไร?

SM.
ตอนเรียนผมมักต้องเตรียมงานนำเสนอให้อาจารย์ หลังจากเรียนจบโท แม่ก็
เสียชีวิต ทำให้ผมนำผ้าถุงของแม่มาใช้สร้างงานคอลลาจ ผลงานชิ้นนั้นที่มี
ดอกไม้และเด็ก ๆ ได้รับรางวัล

หลังเหตุการณ์สึนามิครั้งแรกในไทย ผมยังคงสร้างงานต่อและส่งเข้าประกวด
UOB Painting of the Year หนึ่งในเวทีศิลปะใหญ่ของเอเชีย วันหนึ่งผมทำทิน
เนอร์หกใส่ผ้าใบรูปแมว เลยวาดตาแล้วลองเทสีสร้างสัตว์จากจินตนาการ มันทำ
ให้ผมย้อนนึกถึงวัยเด็กที่นอนดูเมฆแปรเป็นรูปร่าง

ชุดภาพเมฆปี 2006 กลายเป็นที่นิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยว
ทุกชิ้นเป็นงานด้นสด
ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ต่อมาผมเริ่มใช้เศษวัสดุทะเลเป็นวัตถุดิบ
อาจเป็นเพราะผมเป็นนักดนตรีด้วย เล่นกีตาร์โฟล์ก แต่งเพลง
และเคยเล่นกับไผ่
วง มาลีฮวนน่า ตอนเรียนปริญญาโท ความสามารถในการจับอารมณ์ทันทีนี้จึง
กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลป์ และนักสะสมก็ชื่นชม
สำหรับผม ความรู้สึกไม่อาจทำซ้ำได้ งานของผมจึงเลี่ยงการร่างภาพหรือการ
วางแผนล่วงหน้า แต่เน้นการด้นสด โอกาส และความสดใหม่ ผลงานผสมผสาน
ระหว่างนามธรรมกับจินตนาการแบบเด็ก ๆ จนกลายเป็นแนว Naïve Art และ
Abstract Expressionism
JY.
ผลงานของคุณดูเคลื่อนไหวและมีชีวิตชีวา คุณใช้เทคนิคและวัสดุอะไรบ้าง
และคุณทดลองสิ่งใหม่ ๆ อย่างไร?
SM.
จุดเริ่มเกิดจากอุบัติเหตุ ทินเนอร์หกใส่ผ้าใบ ตอนแรกผมใช้สีน้ำมันและทิน
เนอร์ที่มีกลิ่นแรง แต่ภายหลังหันมาผสมอะคริลิกกับน้ำ
แล้วนำมารวมกับสีน้ำมัน
อีกครั้ง และกลับมาทดลองวัสดุใหม่ ๆ เพื่อเข้าประกวด
ปี 2565 ผมได้รางวัลที่ 2 จาก UOB ด้วยงานที่ทำจากผ้าใบเต็นท์
และยังส่งผล
งานไฟเบอร์กลาสเข้าประกวดศิลปกรรมช้างเผือก
การใช้เศษวัสดุทะเลกลายเป็นแนวทางหลัก ผมอยากสร้างสิ่งที่ AIไม่สามารถทำ
ได้ บางงานใช้โครงสร้างเชื่อมต่อกัน
ได้แรงบันดาลใจจากนิทรรศการที่ทัสมาเนีย
บ้านเกิดของภรรยา
ผมอยู่ที่นั่น 5 ปี ต้องเผชิญความเครียด ความเหงา และการขาดงาน สุดท้าย
กลับมาภูเก็ตอย่างมุ่งมั่นกว่าเดิม
สำหรับผม ศิลปะคือการแสดงออกตัวตนอย่างจริงใจ ผ่านการวาดภาพ
พร้อมรับ
ฟังและทำงานร่วมกับผู้อื่น ผมเคยร่วมก่อตั้ง Phuket Art Village
ชุมชนศิลปินที่
ช่วยกันจัดแสดงและทำการตลาด
หลังโควิด แม้จะลำบาก แต่นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาที่หาดราไวย์
รายได้ก็กลับมา
อีกครั้ง ผมใช้โซเชียลมีเดียเชื่อมต่อกับผู้ที่สนใจงาน และนักสะสม จนสามารถ
ซ่อมบ้านและสร้างสตูดิโอใหม่ได้
JY.
ผลงานหลายชิ้นของคุณได้แรงบันดาลใจจากความทรงจำวัยเด็กและ
ธรรมชาติ คุณให้นิยามบทบาทเหล่านี้ในงานอย่างไร?
SM.
ผมเกิดและโตท่ามกลางแสงอาทิตย์กับแสงตะเกียง เพราะไม่มีไฟฟ้าจนถึง
ช่วงมัธยม ทำให้มีเวลาคิดใคร่ครวญชีวิตและสิ่งรอบตัว ผมมักนอนดูเมฆเคลื่อน
ดู
ลมพัด และแสงแดดส่อง นี่คือธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต และมันสร้าง
จินตนาการให้ผม
ร้านใกล้บ้านมักติดโปสเตอร์หนังบนประตูเหล็ก ผมก็เฝ้าดูรายละเอียดความงาม
เหล่านั้น อีกทั้งยังจำได้ว่าแม่ตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าวให้ลูก ๆ ขณะที่พี่ ๆ ต้อง
ออกไปทำสวนยางเลี้ยงครอบครัว ความเสียสละเหล่านี้ รวมกับงานแกะสลักหนัง
ตะลุงและการแสดงของพ่อ จึงกลายเป็นรากฐานแรงบันดาลใจของผม
JY.
ในบริบทศิลปะร่วมสมัยของภูเก็ตและระดับนานาชาติ คุณคิดว่า “อัตลักษณ์
ท้องถิ่น” ยังสำคัญอยู่ไหม?
SM.
ส่วนตัวผมไม่ได้วิเคราะห์คนอื่นหรืออะไร มากนัก ผมมุ่งกับงานของตัวเอง
มากกว่า ผมใช้ชีวิตและสร้างงานโดยไม่คาดหวังการยอมรับ ช่วงที่อยู่ใน
ออสเตรเลีย ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมาก จึงหันมาทบทวนและศึกษาแนวทางธรรมะ
โดยเฉพาะคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ และท่านคึกฤทธิ์ โสตถิผโลเพื่อทำ
ความเข้าใจจุดหมายและลดอัตตา
การทดลองสิ่งใหม่ ๆ ไม่ได้หมายความว่าต้องการชื่อเสียง ชีวิตที่เรียบง่าย
ครอบครัวที่อบอุ่น และความจริงใจในงานศิลป์ อาจเป็นคำตอบที่แท้จริง
สำหรับผม ศิลปะคือการสื่อสารผ่านภาพและสี ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ แต่คือความ
จริงใจ ภูเก็ตเป็นพื้นที่โชคดีที่เปิดกว้าง สนับสนุน และให้ศิลปินได้ใช้ชีวิตและ
ทำงานอย่างอิสระ
|